โลกที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงทางความมั่นคง นำมาสู่ความเสี่ยงทางคอร์รัปชันที่มากขึ้น

30.07.2025
สรุปประเด็น
เมื่อโลกเต็มไปด้วยภัยความมั่นคง การเพิ่มงบกลาโหมอาจไม่ได้สร้างความปลอดภัยเสมอไป ท่ามกลางการแข่งขันทางการทหารของชาติมหาอำนาจ หลายประเทศกำลังทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อเสริมขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง แต่ภายใต้เปลือกแห่งความมั่นคงนั้น กลับมีช่องโหว่ที่เปิดทางให้การคอร์รัปชันเติบโต ทั้งจากระบบจัดซื้อที่ตรวจสอบยาก ไปจนถึงการใช้งบกลาโหมเป็นเครื่องมือทางการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตน บทความนี้ชวนมองให้ลึกกว่าสงคราม ว่าความมั่นคงที่รัฐสร้าง อาจกำลังบั่นทอนความมั่นคงของประชาชนโดยไม่รู้ตัว
แม้จะผ่านมาเพียงครึ่งปี แต่สำหรับผู้เขียน ปี 2568 นี้ คือหนึ่งในปีที่วุ่นวายที่สุดหรือเป็นอีกปีที่สามารถเรียกได้ว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจในหลายประเทศ หรือความขัดแย้งทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้ารอบใหม่ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ความไม่มั่นคงทางการเมืองที่นำไปสู่สงครามหรือความรุนแรงในหลายภูมิภาค รวมถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
โดยเฉพาะความขัดแย้งทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลกนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าตอนนี้การเมืองโลกกำลังเข้าสู่ภาวะความหวาดระแวงซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการบุกโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยอิสราเอลในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุมาจากการที่อิสราเอลกล่าวหาว่าทางอิหร่านกำลังพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอิสราเอล และการบุกโจมตีดังกล่าวนำไปสู่สงครามระหว่างทั้งสองประเทศในเวลาต่อมา นอกจากความขัดแย้งในด้านความมั่นคงระหว่างสองชาติคู่ปรปักษ์อย่างอิหร่านและอิสราเอลแล้ว อิสราเอลยังคงอยู่ในภาวะความขัดแย้งกับปาเลสไตน์ในบริเวณฉนวนกาซา มาเป็นเวลามากกว่า 1 ปี
นอกจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วนั้น หลายประเทศในยุโรปกำลังรู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยที่กำลังรุกคืบเข้ามาอำนาจอธิปไตยของรัฐตน ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านการประชุมสุดยอด NATO Summit 2025 โดยประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation - NATO) จำนวน 32 ประเทศ ได้เห็นชอบในแผนด้านความมั่นคง ผ่านการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม โดยตั้งเป้าหมายว่าประเทศสมาชิกจะเพิ่มงบประมาณในด้านการป้องกันประเทศเป็นร้อยละ 5 ของ GDP ภายใน ค.ศ. 2035 ซึ่งประธานาธิบดีฟินแลนด์อย่าง Alexander Stubb ได้กล่าวว่า แผนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของประเทศสมาชิกในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่การใช้จ่ายด้านกลาโหมในยุคสงครามเย็น
การเพิ่มงบประมาณกลาโหมดังกล่าว เป็นผลมาจากการกดดันจากประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ที่พิจารณาแล้วว่า สหรัฐฯ นั้นแบกรับค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมในองค์การ NATO มากเกินไป และภัยความมั่นคงจากรัสเซียที่ยังคงคุกรุ่น โดยรัสเซียถือเป็นภัยคุกคามอันสำคัญของประเทศสมาชิกองค์การ NATO ตั้งแต่สงครามเย็น แม้สงครามเย็นจะสิ้นสุดลงไปพร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต แต่รัสเซียยังคงแผ่ขยายอำนาจของตนเข้ามาในยุโรป ผ่านการเข้ายึดครองดินแดนหรือเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองในประเทศอดีตสมาชิกสหภาพโซเวียต ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการทำสงครามกับยูเครนที่ยืดเยื้อมาแล้วกว่า 3 ปี
ความกังวลต่อภัยความมั่นคงระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงแค่ในทวีปยุโรปหรือตะวันออกกลางเพียงเท่านั้น หลังจากที่ประเทศสมาชิกองค์การ NATO ประกาศยอมรับในแผนการเพิ่มงบกลาโหม และได้เพิ่มงบประมาณในการสนับสนุนยูเครนเพื่อต่อต้านรัสเซีย ทางด้านรัสเซียก็ได้ตอบโต้ด้วยการยกระดับศักยภาพทางทหารควบคู่กับดำเนินยุทธศาสตร์ทางการทูตที่สร้างความหวาดระแวงและแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียได้เดินทางเยือนเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการยืนยันถึงความร่วมมือทางทหารระหว่างทั้งสองประเทศ และสะท้อนถึงบทบาทของเกาหลีเหนือในฐานะพันธมิตรสำคัญของรัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน
แม้การเยือนเกาหลีเหนือของรัสเซีย สร้างความกังวลแก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นได้เร่งขยายความร่วมมือด้านการซ้อมรบทางทหาร เพื่อตอบโต้การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ อีกทั้ง ยังได้จัดการฝึกซ้อมทางอากาศร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียเยือนเกาหลีเหนือ ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกภูมิภาคทั่วโลกในขณะนี้ต่างตกอยู่ในภาวะของความหวาดระแวงต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงและอธิปไตยของตนเป็นอย่างมาก
สำหรับผู้เขียนเองนั้น ภายใต้บริบทที่หลายประเทศกำลังสะสมอำนาจทางการทหารผ่านการเพิ่มงบประมาณกลาโหมเพื่อการเสริมสร้างความมั่นคงของชาตินั้น อาจไม่ได้ส่งผลดีต่อประเทศเหล่านั้นในมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากงบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นอาจนำมาซึ่งปัญหาทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการผลักภาระให้แก่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นผ่านการเพิ่มภาษี หรือการตัดงบประมาณในภาคส่วนอื่น ๆ ของภาครัฐ ที่ควรจะเป็นสวัสดิการทางสังคม
โดยเฉพาะการบรรลุเป้าหมายเพิ่มงบประมาณในด้านการป้องกันประเทศเป็นร้อยละ 5 ของ GDP ของประเทศสมาชิกองค์การ NATO นั้น ได้สร้างภาระอันใหญ่หลวงแก่ประเทศสมาชิก จากการวิเคราะห์ของมูลนิธิ New Economics Foundation แห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมรวมที่ร้อยละ 5 ขององค์การ NATO ประเทศสมาชิกจะต้องเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นถึง 613,000 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งจะเป็นการสร้างผลกระทบด้านการคลังอย่างรุนแรงต่อประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม มีเพียงแค่ 4 ประเทศเท่านั้น ซึ่งได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน เอสโตเนีย และลิทัวเนีย ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอในการเพิ่มงบประมาณให้ถึงได้
นอกจากการเพิ่มงบประมาณทางทหารจะสร้างผลกระทบเศรษฐกิจแล้วนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่าการเพิ่มงบประมาณทางกลาโหมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงในการเกิดคอร์รัปชัน โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ระบุว่า เนื่องจากภาคกลาโหมเป็นภาคส่วนที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนในการใช้งบประมาณและตรวจสอบได้ยาก ทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการทุจริตและคอร์รัปชันเติบโตได้ง่าย
อีกทั้ง Transparency International Defence and Security ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างงบประมาณกลาโหมและการคอร์รัปชันนั้นเป็นไปในรูปแบบของวัฏจักร ซึ่งเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในประเทศที่มีภาวะรัฐถูกครอบงำ (state capture) ที่กลุ่มผลประโยชน์ส่วนตัวแทรกแซงการดำเนินงานของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ดังนั้น เมื่อรัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้งบประมาณด้านกลาโหมมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ ปัญหาคอร์รัปชันก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
จากดัชนีความโปร่งใสของภาครัฐในด้านการป้องกันประเทศ (Government Defence Integrity Index - GDI) ของ Transparency International Defence and Security พบว่า 1 ใน 3 จาก 40 ประเทศที่มีการใช้จ่ายงบกลาโหมสูงสุดของโลก มีความเสี่ยงคอร์รัปชันในระดับสูงถึงขั้นวิกฤติ แม้ว่าประเทศที่มีการใช้งบประมาณสูงจะมีมาตรการปกป้องคอร์รัปชันและตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง แต่ประเทศเหล่านี้ยังคงอยู่ในวงจรของการสร้างปัญหาคอร์รัปชัน เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นผู้ส่งออกอาวุธไปยังประเทศที่เผชิญกับความเสี่ยงคอร์รัปชันในระดับสูงกว่า ดังนั้นปัญหาคอร์รัปชันยังคงอยู่ต่อไป
ดังนั้น สำหรับผู้เขียน โลกในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงแค่วิกฤตด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากการคอร์รัปชันที่มาพร้อมกับการเพิ่มงบประมาณทางกลาโหมเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ และยิ่งท้าทายมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากประเทศที่กำลังจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมนั้น เป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์ดีในด้านความโปร่งใส และมีอันดับสูงในดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) และท้ายที่สุด แม้ประเทศเหล่านี้จะมีมาตรการป้องกันการทุจริตที่เกิดจากการเพิ่มงบประมาณกลาโหม ด้วยการสร้างความโปร่งใสและการกำกับดูแลงบประมาณอย่างครอบคลุม แต่สาเหตุสำคัญแท้จริงที่ก่อให้เกิดปัญหา คือ สงครามและความขัดแย้ง หากสงครามและความขัดแย้งยังคงอยู่ ปัญหาคอร์รัปชันซึ่งเป็นผลลัพธ์ปลายน้ำก็ยากที่จะถูกแก้ไขอย่างถาวรเช่นกัน
————————————
อ้างอิง
Associated Press. (2025). http://bit.ly/3IWil0f
BBC News. (2025). Spain rejects NATO plan for member states to spend 5% of GDP on defence. The Guardian. สืบค้นเมื่อ 20 กรกฎาคม 2025, จาก http://bit.ly/3J1uX63
BBC News. (2025). What you need to know about the Trump-dominated NATO summit. Georgia Public Broadcasting. http://bit.ly/4fopZMV
IISS. (2025). http://bit.ly/3Uge8Ha
New Economics Foundation. (2025). http://bit.ly/41sHMg0
Transparency International Defence and Security. (2025). http://bit.ly/40T9pyM
————————————
บทความความคิดด้วยพลเมือง ตอน โลกที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงทางความมั่นคง นำมาสู่ความเสี่ยงทางคอร์รัปชันที่มากขึ้น
โดย : ศรันย์ชนก ลิมวิสิฐธนกร HAND Social Enterprise

Author
Saranchanok Limvisittanakon
นักประสานงานมือระวิงและเป็นผู้ช่วยจำเป็นของหัวหน้าพ่อลูกอ่อน ตั้งคำถามกับการเมืองและโครงสร้างสังคม รักในศิลปวัฒนธรรม แต่ยามว่างเดินชอปของเล่นลูก (สุนัขที่รัก)