เมื่อระบบธรรมาภิบาลไม่อาจป้องกันอำนาจนอกระบบได้

10.12.2025

สรุปประเด็น

ซีรีส์ สาธุ 2 เป็นจุดตั้งต้นในการตั้งคำถามกับ “ระบบธรรมาภิบาล” ของสังคมไทย ว่าเพียงพอจริงหรือไม่ เมื่อระบบดี ๆ ต้องเผชิญกับเครือข่ายอำนาจนอกระบบที่แข็งแกร่งกว่า บทความชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การขาดกลไกตรวจสอบ แต่คือภาวะที่ผู้กล้าตั้งคำถามกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ถูกตัดออกจากกระบวนการตัดสินใจ หรือถูกคุกคามจนไม่อาจยืนอยู่ในระบบได้อย่างปลอดภัย

จากโลกในซีรีส์สู่ชีวิตจริง ผู้เขียนเชื่อมโยงกรณีข่าวร่วมสมัยที่สะท้อนรูปแบบเดียวกัน คือ “มีระบบ แต่ไร้อำนาจ” บทความจึงไม่เพียงวิพากษ์การทุจริตในวัด แต่ตั้งคำถามที่กว้างกว่านั้นว่า สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะปกป้องผู้พูดความจริง และออกแบบระบบที่ไม่เพียงโปร่งใส แต่ต้อง “ปลอดภัยสำหรับคนซื่อตรง”

ท้ายที่สุด บทความเสนอว่าธรรมาภิบาลจะไม่มีความหมาย หากคนที่ใช้มันต้องแลกด้วยความเสี่ยง บทเรียนสำคัญคือ การสร้างระบบต้องมาพร้อมการคุ้มครองผู้เปิดโปง การแยกแยะ “การตั้งคำถาม” ออกจาก “อคติ” และการเสริมกลไกตรวจสอบภายนอก เพื่อให้ความโปร่งใสไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยของความจริง

เราปกป้องหรือกำจัดคนกล้าถาม: บทเรียนจาก สาธุ 2 ถึงสังคมไทย


เมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนเคยนำเสนอบทความวิเคราะห์ซีรีส์ "สาธุ" ภาคแรก โดยเสนอแนวทางการตรวจสอบเงินบริจาคและการบริหารจัดการวัดตามหลักธรรมาภิบาล 9 ข้อ เพื่อป้องกันปัญหา "เกาะศาสนา...กิน" แบบที่น้าแต๋งและพระเอกชัยสร้างความเสียหายให้กับวัดภุมรามในภาคแรกมาแล้ว และในซีรีส์ "สาธุ 2" ที่เพิ่งกลับมาฉายบน Netflix ก็ได้ตอบโจทย์ดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอระบบธรรมาภิบาลวัดที่ทันสมัยในวัดหนองขาล ทั้งระบบติดตามการใช้จ่ายเงินบริจาคแบบ Real-time การใช้ต้นโพธิ์ใหญ่เป็นรูปเคารพสร้างศรัทธาให้ประชาชน และการใช้ "โพธิ์เคน" 3 ระดับตามระดับการบริจาคเหมือนโทเคนในเกมออนไลน์ที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริจาคเห็นคุณค่า และติดตามผลได้


แต่ซีรีส์ไม่ได้หยุดแค่การแสดงให้เห็นระบบธรรมาภิบาลที่ดีเท่านั้น แต่ยังเปิดประเด็นที่ลึกและหนักกว่าเดิมมาก เพราะเมื่อมีระบบธรรมาภิบาลที่ดีแล้ว แต่ยังมีอำนาจนอกระบบและเครือข่ายผลประโยชน์ที่คุกคามผู้กล้าตั้งคำถาม สังคมจะปกป้องผู้พูดความจริงได้อย่างไร?


ระหว่าง "มีเซนส์" กับ "อคติ" เส้นบาง ๆ ของการตั้งคำถาม

หนึ่งในฉากที่เริ่มต้นปัญหาของซีรีส์ คือ บทสนทนาระหว่างเจ้าอาวาส กับรองเจ้าอาวาส เมื่อรองเจ้าอาวาสเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของโยมที่มาช่วยงานวัด "แต่โยมเอ๋หักเงินทอนเท่าไรท่านก็ทราบ ทำไมเราต้องไปเกรงใจเขาด้วยครับ"

เจ้าอาวาส: "วัดกับชุมชนมันต้องพึ่งพากัน อะไรที่เรายอมได้ เราก็ยอมไป"


บทสนทนาสั้น ๆ นี้สะท้อนสภาวะที่สำคัญของการบริหารองค์กร การตั้งคำถามเพื่อความระมัดระวัง และการปกป้ององค์กร อาจถูกมองว่าเป็น "อคติ" หรือ "ไม่ให้ความร่วมมือ" ได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเมื่อคำถามนั้นกระทบกับความสัมพันธ์ในชุมชนหรือผู้มีอิทธิพล


ในทฤษฎีธรรมาภิบาลองค์กร การตั้งคำถาม และการตรวจสอบถ่วงดุล คือหัวใจสำคัญ แต่ในความเป็นจริง ผู้กล้าตั้งคำถามมักถูกตีตราว่า เป็นการทำลายความสามัคคี ขัดขวางการทำงาน หรือมีวาระซ่อนเร้น จนในที่สุด คนก็เลิกตั้งคำถาม เพราะกลัวถูกมองว่าเป็นปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์คือการที่พระรองเจ้าอาวาส และไวยาวัจกรถูกผลักไสออกจากกระบวนการตัดสินใจ เพราะความระมัดระวังของเขาถูกตีความว่าเป็น “อคติ” และเมื่อเขายังคงตั้งคำถาม มันก็นำไปสู่ความอันตรายต่อชีวิตในที่สุด


เมื่อธรรมาภิบาลไม่ใช่คำตอบเดียว

วัดหนองขาลในสาธุ 2 มีระบบธรรมาภิบาลที่ดี สอดคล้องกับแนวปฏิบัติ 9 ข้อที่ผู้เขียนเคยนำเสนอในบทความเดิมก็จริง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในซีรีส์ไม่ได้อยู่ที่การบริหารเงินบริจาค แต่อยู่ที่ การจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์กับเครือข่ายอำนาจนอกระบบ ระหว่างนายทุน นักการเมืองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สอดแทรกเข้ามาในโครงการก่อสร้างของวัด ถึงแม้จะมีการทักท้วงเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชน แต่คำทักท้วงกลับถูกมองข้าม เพราะความปลอดภัยของประชาชนถูกเอาชนะด้วยผลประโยชน์และอำนาจ


จากจอซีรีส์สู่ชีวิตจริง

สิ่งที่เกิดขึ้นในซีรีส์ไม่ใช่เพียงเรื่องแต่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมไทยที่เรามักเห็นจากข่าวในปีนี้ ทั้งกรณีตึก สตง. ถล่ม ที่สะท้อนเรื่องของมาตรฐานการก่อสร้างที่ถูกมองข้าม หรือกรณีวัดพระบาทน้ำพุ กับการยักยอกเงินบริจาคจำนวนมหาศาล มีเครือข่ายผลประโยชน์แทรกซึมเข้ามา สิ่งที่น่ากลัวคือทั้งสองกรณีมี "ระบบธรรมาภิบาล" อยู่ในกระดาษ มีกฎหมายกำกับดูแล มีหน่วยงานรับผิดชอบ แต่ระบบเหล่านั้นไร้อำนาจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเครือข่ายอำนาจที่ฝังลึก


เมื่อวัดต้องมีมากกว่า "บุญ" เพื่อปกป้องตัวเอง

สิ่งที่ซีรีส์สาธุ 2 ต้องการสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริตในวัด แต่เป็นคำถามที่ท้าทายกว่านั้น สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะปกป้องผู้กล้าตั้งคำถามเพื่อความถูกต้อง เราสร้างระบบธรรมาภิบาล สร้างกฎหมาย สร้างกลไกตรวจสอบมากมาย แต่ถ้าผู้กล้าใช้กลไกเหล่านั้นกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ถูกคุกคาม ถูกกำจัด แล้วระบบเหล่านั้นจะมีความหมายอะไร?


จากบทเรียนของซีรีส์ และความเป็นจริงในสังคมไทย ผู้เขียนขอเสนอแนวทางเพิ่มเติมจากธรรมาภิบาล 9 ข้อ ที่เคยนำเสนอไว้ ดังนี้

1. ระบบปกป้องผู้เปิดเผย (Whistleblower Protection)

วัดต้องมีระบบที่ให้พระสงฆ์ กรรมการ และฆราวาสที่ทำงานในวัด สามารถรายงานความเสี่ยงหรือความผิดปกติได้โดยไม่ถูกตีตราหรือถูกทำร้าย ต้องมีช่องทางรายงานที่เป็นอิสระจากเจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัด อาจผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่รับเรื่องและคุ้มครอง


2. แยก "การตั้งคำถาม" ออกจาก "อคติ"

ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เห็นคุณค่าของคำถาม โดยเข้าใจว่า "อคติ" คือการตัดสินโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อมูล ในขณะที่ "มีเซนส์" หรือ "ความระมัดระวัง" คือการตั้งคำถามโดยอิงจากข้อมูล และพฤติกรรมที่สังเกตได้ การตั้งคำถามไม่ได้หมายความว่าไม่ไว้วางใจ แต่เป็นหน้าที่ของกรรมการและผู้มีส่วนร่วมในการบริหารวัดและองค์กร


3. กลไกตรวจสอบภายนอกที่เข้มแข็ง สำหรับโครงการก่อสร้างและการจัดซื้อจัดจ้าง

ระบบธรรมาภิบาลภายในวัดอาจไม่เพียงพอเมื่อเผชิญกับเครือข่ายอำนาจจากภายนอก ดังนั้น โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่มีมูลค่าสูง ควรมีผู้เชี่ยวชาญอิสระ เช่น วิศวกร สถาปนิก หรือผู้ตรวจสอบที่ไม่มีส่วนได้เสียกับผู้รับเหมา เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานและความปลอดภัย ก่อนที่จะอนุมัติโครงการและระหว่างการก่อสร้าง


4. ความโปร่งใสในการเลือกผู้รับเหมา

ต้องมีระบบการประกวดราคาที่โปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลผู้เสนอราคา เกณฑ์การพิจารณา และเหตุผลในการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมา รวมถึงการตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมาก่อนการจ้างงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายผลประโยชน์แทรกซึมเข้ามาได้ง่าย


5. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการติดตามโครงการ

นอกจากระบบที่ให้ผู้บริจาคติดตามการใช้จ่ายได้แล้ว ควรมีกลไกให้ชุมชนรอบวัด และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามความคืบหน้าของโครงการก่อสร้าง สามารถตั้งคำถาม และรับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา สร้างแรงกดดันเชิงบวกจากสาธารณะได้


สาธุ...สำหรับผู้กล้าตั้งคำถาม

แม้วัดจะมีธรรมาภิบาล 9 ข้อ แต่ถ้าคนกลัวตั้งคำถามเพราะกลัวถูกมองว่า "อคติ" ถ้าเครือข่ายอำนาจแทรกซึมเข้ามาครอบงำการตัดสินใจ ถ้าผู้กล้าพูดความจริงต้องแลกด้วยชีวิต ระบบธรรมาภิบาลที่สวยงามก็จะกลายเป็นเพียงป้ายที่ไร้ประสิทธิภาพ ผู้เขียนขออุทิศ "สาธุ" ให้ทุกคนที่กล้าตั้งคำถามเพื่อความถูกต้อง ที่กล้ายืนหยัดปกป้องผู้อื่น แม้เผชิญความเสี่ยง


และขอให้สังคมไทยเรียนรู้แยกแยะระหว่าง "ผู้ทำลายความสามัคคี" กับ "ผู้พยายามปกป้ององค์กร" เพราะถ้าเรายังกำจัดคนที่กล้าตั้งคำถาม วันหนึ่งเราจะไม่มีใครเหลือเพื่อเตือนเราก่อนโศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น


สาธุ...สำหรับทุกคนที่มี "เซนส์" ไม่ใช่ "อคติ"

---------------------------

บทความคิดด้วยพลเมือง ตอน เมื่อระบบธรรมาภิบาลไม่อาจป้องกันอำนาจนอกระบบได้

โดย นันท์วดี แดงอรุณ


ขอบคุณภาพประกอบจาก Netflix และ เพจ ปรากฏการณ์หนัง

Author

Nanwadee Dangarun

ผู้จัดการทั่วไป หรือเรียกว่า ผู้มีจุดเด่น "ทำได้ทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย" แต่มีจุดอ่อน "ได้รับมอบหมายทุกหน้าที่"